website statistics
NASA'S EYE IN THE SKY | Tech dee
NASA’S EYE IN THE SKY

NASA’S EYE IN THE SKY

ผมมองเห็นดาวเคราะห์ของคุณจากจุดนี้…

ดาวเทียม Transiting Exo-planet Survey Satellite (TESS) เป็นเทคโนโลยีอวกาศสำหรับสำรวจประเภทใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลงานการคิดค้นและออกแบบโดยมหาวิทยาลัย MIT และสนับสนุนเงินทุนโดยองค์การนาซา มันจะเฝ้าดูดวงดาว สแกนหาดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกเพื่อ ‘เพิ่มโอกาสของเราในการค้นเจอสิ่งมีชีวิตภายในทศวรรษหน้า’ แน่นอน เราอาจขอบคุณหรือตำหนิพวกเขาสำหรับปฏิบัติการดังกล่าว โดยขึ้นอยู่กับว่าสิ่งมีชีวิตที่ว่าจะเป็นอะไรที่หน่อมแน้มหัวโตตัวลีบที่พร้อมจะแบ่งปันแผ่นกระดานเหาะได้ของพวกเขากับมนุษย์อย่างเรา หรือเอเลี่ยนอวกาศเขี้ยวยาวเฟื้อยติดอาวุธครบมือและแสดงทีท่าก้าวร้าว
 ฿9,000,000,000 (ประมาณ) NASA.GOV

THE SEARCH BEGINS
สอดส่องมองหาอย่างกล้าหาญในสถานที่ที่ไม่เคยมีใครมองเห็นมาก่อน ภารกิจของ TESS คือค้นหาสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่และดินแดนอารยธรรมแห่งใหม่ มันมุ่งมั่นที่จะค้นหา exo-planet ซึ่งก็คือดาวเคราะห์จากระบบสุริยะข้างนอกระบบของเรา ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างพอๆ กับมนุษย์บนโลกไปจนถึงกลุ่มแก๊สมหึมาโดยที่โฟกัสหลักอยู่ที่ ‘super-Earths’ ที่มนุษย์สามารถดำรงชีพอยู่ได้ TESS จะวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศ ความหนาแน่นและสภาพภูมิศาสตร์ของดาวเคราะห์ดวงใหม่เหล่านี้ และพยายามตรวจหาว่าสิ่งมีชีวิตน่าจะอยู่ตรงไหน จากนั้นการค้นหาความจริงขั้นต่อไปก็จะเริ่มจากกล้องโทรทรรศน์มหึมาที่สถานีภาคพื้นดินอย่าง James Webb Space Telescope เพราะดาวเคราะห์ที่เพิ่งเจอะเจอนั้นยังไม่เป็นที่รู้จัก TESS เป็นดาวเทียมที่ปฏิบัติหน้าที่ต่อจาก Kepler กล้องโทรทรรศน์อวกาศที่สังเกตการณ์ดาวเคราะห์และค้นพบโลกใหม่มากกว่า 100 ดวง

ALIEN SPOTTING
นอกจากการทำแผนที่ทั่วไปและเก็บรวบรวมข้อมูล จุดมุ่งหมายหลักของ TESS คือการค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงอื่น มันอาจเจอะเจอสิ่งมีชีวิตด้วยการเป็นต้นเหตุของศึกสงครามระหว่างกาแล็คซีกับพวก Thrargian แห่งดวงดาว Betelgeuse IX เพราะกล้องโทรทรรศน์ดันไปจับภาพพระราชาแห่ง Thrargian กำลังนั่งอึบนชักโครกกลางอวกาศ หรืออาจเป็นการตรวจพบดวงดาวพร้อมสภาพภูมิอากาศที่สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงชีพได้ แม้ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวก็เถอะ อย่างไรก็ดี ตามรายงานขององค์การนาซาโอกาสที่จะค้นพบ ‘เอเลี่ยน’ ภายในทศวรรษหน้านั้นมีมากขึ้น

SAY ‘CHEESE’
กล้อง wide-field หลายตัวทำให้ TESS ปฏิบัติภารกิจที่เรียกว่า ‘space-borne, all-sky transit survey’ หรือสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เคลื่อนผ่านหน้าดาวฤกษ์ดวงแม่ของมันบนอวกาศ นักวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังโครงการนี้สามารถประดิษฐ์คิดค้น ‘Goldilocks’ ใหม่โดยที่ดาวเทียมจะโคจรรอบโลกและดวงจันทร์ ใกล้พอที่จะส่งถ่ายข้อมูลด้วยความเร็วสูง แต่ขณะเดียวกันก็ไกลพอที่แนวล้อมรังสีของโลกจะไม่ทำให้เกิดอันตราย ผลที่ตามมาคือกล้องที่ไวต่อการจับภาพจะอยู่ในระยะที่อุณหภูมิคงที่ซึ่งถือว่า ‘กำลังเหมาะ’ เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลวขนาดเล็กจะช่วยปรับตำแหน่งของดาวเทียมถ้าหากสุภาพบุรุษตัวเขียวหนวดยาวเฟื้อยมือถือกล้องส่องทางไกลจ้องเขม็งกลับมาที่กล้องดาวเทียม และปรากฏภาพบนจอขององค์การนาซา

{SPEAK}

TTT217.radar8.ricker-lo-res

George Ricker นักวิจัยอาวุโสด้านวิทยาศาสตร์แห่ง MIT และหัวหน้าโครงการวิจัย

ภารกิจของ Kepler เมื่อไม่นานมานี้ ได้รายงานการค้นพบระบบสุริยะสองระบบ นั่นคือ Kepler 62 และ Kepler 69 พร้อมดาวเคราะห์ที่มนุษย์อาจดำรงชีพอยู่ได้ แต่พวกมันอยู่ห่างจากโลก 1,200 และ 2,700 ปีแสงตามลำดับ

เมื่อเปรียบเทียบกัน ระบบดาวที่ใกล้ที่สุดสำหรับ TESS ในการตรวจจับดาวเคราะห์ที่เคลื่อนผ่านหน้าดาวฤกษ์น่าจะห่างจากโลกน้อยกว่า 50 ปีแสง ถ้าหากยานสำรวจสามารถเดินทางด้วยความเร็วเท่ากับสิบเปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสงนั่นหมายถึงระยะเวลาการเดินทางนาน 500 ปี

ภารกิจหลักของมันคือการระบุตำแหน่งของดาวเคราะห์ที่โคจรใกล้ๆ ดาวที่สว่าง ซึ่งจะช่วยกำหนดเป้าหมายที่ดีเยี่ยมสำหรับการค้นคว้าวิจัยเพื่อมองหาหลักฐานของโมเลกุลต่างๆ เช่น H20 และ CO2 ในชั้นบรรยากาศของพวกมัน ถ้าไม่มีสิ่งที่ TESS ค้นพบละก็เป้าหมายที่ตรวจพบจะเลือนรางเกินกว่าที่จะนำมาศึกษาได้ประมาณ 30 ถึง 100 เท่า

ภารกิจของ TESS ถูกจำกัดเงินทุนไว้ที่ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6,000 ล้านบาท) และโครงการก็เริ่มดำเนินการไปแล้ว มันจะช่วยตอบคำถามที่ค้างคาใจมานานแล้วว่า ‘มีโลกอื่นๆ ที่อาจมีสิ่งมีชีวิตรึเปล่า’ และชี้ตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับการมองหาอย่างใกล้ชิดขึ้นในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีได้ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และมีความสามารถที่สูงขึ้น ในที่สุดแล้วผมเชื่อว่าเราจะสามารถส่งมนุษย์ไปยังดาวเคราะห์ดวงอื่น